Facebook Twitter
gPlus 

สัมปทานดิวตี้ฟรี : ทำไมต้องแบ่งความมั่งคั่งของคนไทย ให้ต่างชาติ

ศึกชิงสัมปทานดิวตี้ฟรี 2 สัญญา ทั้งสัมปทานสนามบินสุวรรณภูมิ และสัมปทานสนามบินภูมิภาค 3 แห่งคือ จุดชี้อนาคตว่ากิจการดิวตี้ฟรี จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความมั่งคั่งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเต็มสูบ หรือเป็นการสร้างผลตอบแทนอย่างงดงามให้กับทุนต่างชาติ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายการเปิดขายซองประมูลพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร หรือ ดิวตี้ฟรี และพื้นที่ร้านค้าปลีกในท่าอากาศยานส่วนภูมิภาค 3 แห่ง คือ ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (สงขลา) พบว่ามีผู้มาซื้อซองจำนวน 4 ราย ประกอบด้วย บจก. คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี บมจ. การบินกรุงเทพ บมจ. โรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัล (ประเทศไทย) และ บจก.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล

ตาม TOR ของโครงการประมูลร้านค้าปลอดอากรภายในสนามบินทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย สุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ระบุว่า  ผู้เข้าประมูลจะต้องทำธุรกิจดิวตี้ฟรีมาอย่างน้อย 5 ปีและปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจดังกล่าวอยู่  จากข้อกำหนดดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มีกลุ่มคิง เพาเวอร์ เพียงรายเดียวเท่านั้นที่เข้าตามเกณฑ์ ขณะที่ผู้ร่วมประมูลรายอื่นจำเป็นต้องดึงบริษัทดิวตี้ฟรีต่างประเทศเข้ามาร่วมถือหุ้น กล่าวคือ เซ็นทรัลจับมือดีเอฟเอส สิงคโปร์  การบินกรุงเทพร่วมกับล็อตเต้ เกาหลีใต้ ไมเนอร์ร่วมกับเอสเอสพีอินเตอร์เนชั่นแนล

การประมูลรอบนี้คนไทยควรตั้งคำถามอย่างน้อย 2 ข้อ

ข้อหนึ่ง  สัมปทานร้านค้าปลอดอากรอขงไทยจำเป็นต้องพึ่งพิงต่างชาติอยู่อีกหรือ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นรายได้ภาคบริการสำคัญในการดึงเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ ภาครัฐบาลและภาคเอกชนแต่ละประเทศจะร่วมกันวางกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ อาทิ ไม่เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า เพิ่มประสิทธิภาพการบริการของสนามบิน จัดแคมเปญลดราคาทั่วแผ่นดิน ฯลฯ และช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจท่องเที่ยวและกิจการร้านค้าปลอดอากรในภูมิภาคเอเชีย เติบโตอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายพื้นที่หรือสร้างท่าอากาศยานแห่งชาติขึ้นใหม่ เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวพร้อมกับกำลังซื้อต่อหัวที่เพิ่มขึ้น

กล่าวได้ว่า สนามบินและธุรกิจร้านค้าปลอดอากร เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติของแต่ละประเทศ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามน่าตื่นตาตื่นใจ

ปักหมุด – การเกิดขึ้นของสนามบินสุวรรณภูมิ คือ จุดเปลี่ยนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ” คิง เพาเวอร์ ธุรกิจของคนไทยสามารถทำธุรกิจดิวตี้ฟรีได้เทียบเท่าระดับโลก”   

เพราะในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาธุรกิจร้านค้าปลอดอากรของไทยล้มลุกคลุกคลานมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติเข้ามารับสัมปทานแล้วก็จากไป ไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่รายเดียว

ฉะนั้นการประมูลให้สัมปทานดิวตี้ฟรีรอบใหม่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  

ประการแรก ถ้าคนไทยชนะประมูลจะเข้าตำรา “เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนเสีย”  

ประการต่อมา ถ้าปล่อยให้บริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศชนะประมูลเข้ามามีเอี่ยว ผลกระทบที่ตามมา เริ่มตั้งแต่ผลตอบแทนจากการลงทุนย่อมต้องถูกแบ่งปันกลับไปสู่บริษัทแม่ของเขาตามครรลองธุรกิจ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับสัดส่วนการลงทุนของแต่ละราย  ทั้งๆที่การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนไทย

ลำดับถัดมา การได้แทรกตัวเข้ามาทำธุรกิจดิวตี้ฟรีในสนามบินของบริษัทต่างชาติ ย่อมหมายความว่า เขาสามารถทราบข้อมูลโครงสร้างต้นทุน ข้อมูลรสนิยมและพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้านักท่องเที่ยว ข้อมูลเหล่านี้ถือว่า  “ทรงอิทธิพล” อย่างยิ่ง ทรงอิทธิพลตามคำกล่าว “ Information is the power”  ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์สินค้าลักซัวรี่ที่เป็นแบรนด์ต่างชาติด้วย

ดิวตี้ฟรีต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในไทย อีกด้านหนึ่ง คือ “คู่แข่ง” ย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นในอนาคตกิจการดิวตี้ไทยจะยังคงเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป หรือจะถูกลดศักยภาพเป็นเพียงเบี้ยในกระดานทุนดิวตี้ฟรีต่างชาติ

ดังนี้แล้ว ทำให้ต้องขบคิดกันว่า  ธุรกิจดิวตี้ฟรีควรจะอยู่ภายใต้การบริหารของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามามีเอี่ยว

ข้อสอง  เรื่อง จริยธรรม ธรรมาภิบาลของธุรกิจ  

ช่วงสองปีที่ผ่านมากลุ่มล็อตเต้ ร่วมกับ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ออกมาเรียกร้องกดดันหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยกเลิกสัญญาจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร ( Duty Free Pick-up Counter )  หรือเปลี่ยนโมเดลสัมปทานธุรกิจร้านค้าปลอดอากรแบบ Master Concession เป็นแบบ By Category โดยยกเหตุผลสารพัดมาสนับสนุน เล่นกันเป็นกระบวนการราวกับคลื่นที่โถมซัดเข้าสู่ฝั่ง

มาถึงวันนี้เมื่อเกิดเหตุน่าสะพึงกลัวที่เกาหลีใต้  “ ประธานใหญ่ของล็อตเต้ นายชิน ดองบิน”  เพิ่งโดนอัยการเกาหลีใต้จับได้ว่าทำผิดกฎหมาย ยักยอกเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจให้คนในครอบครัว

เรื่องใหญ่ระดับโลก มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1,500 ล้านบาท ไฉนสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และบรรดานักเคลื่อนไหวอย่างอดีตผู้บริหารกระทรวงการคลัง หรืออาจารย์นักวิชาการบางคน ต่างสงบปากสงบคำเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับล็อตเต้ถึงเรื่อง  ธรรมาภิบาล จริยธรรม ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต  ฯลฯ นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงนักธุรกิจบางคนที่เพิ่งโดนทางการลงโทษเปรียบเทียบปรับจากข้อหา “ปั่นหุ้น”  

บทสรุปจากคำถามที่ตั้งไว้ที่ย่อหน้าแรกนั้น สังคมไทยย่อมสามารถหาคำตอบได้ไม่ยาก

 

https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_2479522

โดย : jirawat19 พ.ค. 2562 เวลา 20:21124.120.123.883,387
ตอบกระทู้

ตอบกระทู้

โปรดอ่าน ก่อนตอบกระทู้
ก่อนตอบกระทู้ กรุณาอ่าน กฏ กติกา ในการใช้งานเว็บบอร์ด ซึ่งถือเป็นข้อตกลงในการใช้บริการก่อน

ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์ ThaiZA.com ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บไซต์ โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้

ห้ามทำ
  • การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
  • การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
  • เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
  • การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์

ขอขอบคุณ THAIZA.com
ข้อความตอบ :
    
ตอบโดย ชื่อ :
 
ใส่ตัวอักษร ให้ตรงกับรูปด้านบน
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใดๆ ที่ไม่เหมาะสม
ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร
หรือการกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@thaiza.com โดยด่วนค่ะ
กลับขึ้นด้านบน